วันพฤหัสบดีที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2560

เครื่องวัด pH meter ในดิน จำเป็น

การปลูกต้นไม้ ไม่ว่า จะเป็นต้นมะนาว ส้ม  หรือ ไม้ผลอื่นๆ นั้น ดินมีส่วนสำตัญมาก

สิ่งที่เราต้องควบคุม ในดิน ที่ สำคัญ ตัวหนึ่ง ก็ คือ ความเป็นกรดเป็นด่าง ของดิน

pH meter แบบดิจอตอล


หรือ ค่า pH นั่นเอง โดย ดินที่เหมาะกับ การปลูกพืช คือ ดินที่มี pH จากกรดอ่อน

จึงถึง ดินเป็นกลาง คือ pH ในช่วง 5.5  ถึง 7.0 นั่นเอง โดยดินที่มีความเป็นกรดด่าง

ในช่วงนี้  ( 5.5-7.0 )  รากพืช จะสามารถดูดธาตุอาหาร ไป ใช้ได้ อย่างเหมาะสม

มากที่สุดนั่นเอง โดยดูจากภาพ ด้านล่าง  และที่สำคัญ รากพืชจะเติบโตดีในช่วงนี้


แสดงการดูดซึมธาตุอาหาร ตาม pH

ในการวัด  ความเป็นกรดเป็นด่าง ของดิน  หรือ ค่า pH ต้องใช้ เครื่องวัด หรือ pH meter ซึ่งมี 2 แบบ

คือ แบบดิจิตอล ใช้ถ่าน และ แบบอนาล็อก ใช้พลังแสงอาทิตย์ โดยที่แบบ ดิจิตอลราคาจะแพงกว่า


pH meter แบบ อนาล็อก

กรณี ที่ดินเป็นกรดมากเกินไป pH น้อยกว่า 5.5 ควรค่อยๆ ทยอยเติมปูนขาว ลงไป ทีละน้อย

โดยให้ ปูนขาว ทุก 7 วัน จน สามารถวัด ค่า pH ออกได้ ถึง 6.0  จึงหยุดเติม หากหา ปูนขาวไม่ได้


 pH 11

แนะนำให้ใช้ สินค้า ยี่ห้อ pH 11 ของ ทีพีไอ โพลีน ก็มีคุณภาพดี ราคาไม่แพงเช่นกัน โดยทั่วไป

ดินในประเทศไทย ร้อยละ 80 จะมีความเป็นกรดมากเกินไป  อยู่แล้ว การให้ สารที่เป็นด่าง เช่น ปูนขาว

 หรือ โดโลไมท์ เข้าไป จะทำให้ดินสามารถปลดปล่อยธาตุอาหารได้ดีขึ้น ในทันที




วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

ความน่ากลัวของราคามะนาวตกต่ำ แต่ สามารถแก้ไขสบายด้วย มะนาวเกรดพรีเมียม

สินค้า หรือ พืชผลทางการเกษตร ที่น่ากลัว คือ ราคาตกต่ำ หรือ ผลผลิตถูกกดราคา

มะนาวก็เช่นกัน   มาปีนี้    มะนาวราคาถูกจนน่าตกใจ  ทางแก้ทางรอด มี อย่างเดียว ก็คือ



ผลิตแต่มะนาวคุณภาพระดับยอดเยี่ยม หรือ มะนาวเกรดพรีเมี่ยม นั่นเอง และ ขายในราคา

ที่เรากำหนด ที่ได้กำไรมากพอ  ทำให้ชีวิตเราอยู่สบาย และ ลูกค้าจ่ายไหว จ่ายแล้วคุ้ม

ค่าเงิน   ทุกบาท    ทุกสตางค์   เพราะ    มะนาวของเรา  คือ The Best ในเรื่อง คุณภาพ



โดยมี องค์ประกอบดังนี้




1 ปลอดภัยไร้สารเคมีตกค้าง
2 น้ำหอม น้ำมาก เม็ดน้อย
3 ผิวสวย เขียว สดใส
4 ไม่ช้ำ เก็บได้นานกว่ามาก


              เราสามารถ หนี คู่แข่งได้ ด้วยการสร้าง Brand สินค้า ของเราเอง มะนาวเราต้องมียี่ห้อ มี

โลโก้ มะนาวของสวนเราต้องมีชื่อเสียง คนมากมายรู้จัก คุณภาพผลมะนาว ต้อง สุดยอด ระดับ A+




ไปเลย    เมือเรามี   Brand  มีลูกค้าที่เหนียวแน่น  มี ความจงรักภักดี  แล้ว ไซ้ร ราคาตลาดจะไม่มี

ผล ต่อ ยอดขาย สินค้า ที่ขายแพงได้ ลูกค้าหลงรัก และเต็มใจจ่าย ใน Brand  มะนาวเภสัชเอก ครับ

ผมมีเป้าหมาย จะ สร้าง Brand สวนมะนาวเภสัชเอก ในใจ ลูกค้า ให้ได้ภายใน 3 ปี ต้อง มีลูกค้าขาประจำ



ที่เหนียวแน่น  โดยเริ่มต้อง การผลิตมะนาวให้ได้  คุณภาพ ตาม GAP  และ แน่นอนที่สุด ต้องไม่มีสาร

พิษตกค้างไปสู่ ผู้บริโภค 100% เต็ม การันตี ได้เลย

วันเสาร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2560

รวม 7 ปุ๋ยที่ต้องมี ในสวนมะนาว

ปุ๋ยที่มีความสำคัญและ จำเป็นในการทำสวนมะนาวนอกฤดูมีอยู่ 7 อย่างด้วยกัน ซึ่งก็คือ

ซึ่งผู้เขียนขอแจกแจง ปุ๋ยแต่ละตัวดังนี้


1 ปุ๋ยโยกหน้าทางดิน ใช้ เพื่อ เพิ่มการเจริญเติบโตกิ่งก้านใบ ทำให้พืชโตเร็ว  และ ขยายขนาดผล

ปุ๋ยโยกหน้าทางดิน ที่มี จำหน่ายในท้องตลาดได้แก่ สูตร ดังต่อไปนี้ ได้แก่

ยาร่า สูตร 21-7-14      และ   ปุ๋ย  22-7-18  ปุ๋ยโยกหน้าทางดิน จะเน้นมี N มากเพื่อ บำรุง ผล กิ่ง ใบ




ส่วน K จะมีมากหน่อย  เพราะช่วยป้องกัน กิ่งเปราะแตกหักง่าย นั่นเอง ส่วน ธาตุ P มีน้อยกว่าเพื่อ เพราะ

 จากการสำรวจพบว่าดินในสวนประเทศไทย ส่วนใหญ่ มี ปริมาณ ธาตุ P มากพออยู่แล้ว    ปุ๋ยสูตรนี้ ต้อง



ให้ทีละน้อยแต่บ่อยๆ  โดน เราให้ ปุ๋ยโยกหน้าทางดิน ทุก  4 วัน หรือ มากสุดก็ทุก 15 วัน  เพราะการที่ให้

ปุ๋ยไปทีละน้อย ทำให้พืชสามารถนำปุ๋ยจากการดูดซึมไปใช้ได้ครบ 100%  นั่นเอง




 2 ปุ๋ยโยกหน้าทางใบ  จะช่วยเสริม ความสมบูรณ์ ของใบ  และ ทำให้ผลมีขนาดใหญ่ ปุ๋ยโยกหน้า

ทางใบที่นิยมได้แก่ ปุ๋ยนกเงือกเขียว  ปุ๋ยนูแทคไฮเอ็น ปุ๋ยนูแทคซุปเปอร์เอ็น ปกติจะพ่น เพื่อเสริมธาตุ

อาหาร ประมาณทุก 7-21 วัน ขึ้นอยู่กับ ความต้องการธาตุอาหาร ของต้นมะนาว




3 ปุ๋ยโยกหลังทางดิน หาซื้อยาก แนะนำให้ใช้ ปุ๋ย 16-16-16 มาผสมกับ  0-0-60 สัดส่วน 1 ต่อ 1 จะได้

สูตรปุ๋ยเป็น 8-8-38  ซึ่งมี N  P พอดีๆ ไม่มากไป และ มี K มากพอ แถมราคา ไม่แพง หากเทียบ กับปุ๋ย

ยอดนิยม สูตร 8-24-24 ที่มี P มากเกินไป K น้อยเกินไป และราคาแพงมาก  บัดซบสิ้นดี  ปุ๋ยโยกหลัง มี



ประโยชน์ ในการหยุดการแตกใบอ่อน ของมะนาว เพื่อการสะสมอาหารก่อนออกดอกนั่นเอง




4 ปุ๋ยโยกหลังทางใบ   ปุ๋ยโยกหลัง มีประโยชน์ ในการหยุดการแตกใบอ่อน ของมะนาว เพื่อการสะสม

อาหารก่อนออกดอก ปกติ จะให้ 60 วัน ก่อนมะนาว ออกดอก เพื่อช่วยสะสมอาหาร  และ ยังช่วยเพิ่มแป้ง


และน้ำตาลในไม้ผลอีกด้วย ปุ๋ยที่แนะนำได้แก่ ปุ๋ยนกเงือกแดง  ปุ๋ยชาลีเฟท 10-20-30  และ ปุ๋ย

นูแทค ซุปเปอร์เค



5 ปุ๋ยทางใบกดการแตกใบอ่อน ใช้เพื่อกดการแตกยอดอ่อน ใช้ ช่วง 30 วันก่อนออกดอก ซึ่งช่วงนี้

ต้องอดน้ำมะนาว ดังนั้น เราจึงต้องพ่น  ปุ๋ยทางใบกดการแตกใบอ่อน เมื่อมีฝนตกทุกครั้ง เพราะเมื่อฝน




ตก จะนำ N มาด้วย ทำให้ พืชแตกยอดใบอ่อน ออกมาได้ ดังนั้น การใช้  ปุ๋ยทางใบกดการแตกใบอ่อน

จะ ป้องกันใบ่อนแตกออกมาได้ ช่วยพืชสะสมอาหาร ส่งผลให้ การออกดอกนอกฤดู ทำได้ดีขึ้น

ปุ๋ยกดการแตกใบอ่อนที่แนะนำได้แก่ ปุ๋ย  0-52-34 หรือ นูแทค เอ็กตร้าพี




6 ปุ๋ยเปิดตาดอก ใช้เมื่อใบมะนาวแก่จัด อายุประมาณ 90 วัน โดย ควรจะ อดน้ำก่อนเปิดตาดอก

ประมาณ 5 ถึง 10 วัน เมื่อใบเริ่มขาดน้ำ จนเริ่มเหี่ยวเล็กน้อย ให้ให้น้ำเต็มที่ จุดใจ 1 วัน วันต่อๆ มาให้สัก

80% ก็พอ พอวันที่สาม ให้ปุ๋ยเปิดตาดอก สูตร 13-0-46  โดย ผสม 100 กรัม ต่อ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่ว



ทุกใบ หลังจากนั้นอีก 3 วัน  หากดอกยังออกมาไม่เยอะ  ให้พ่น สูตร 13-0-46 อีก  1 ครั้ง ไม่นาน หากต้น

มะนาวมีอาหารสะสมมากพอ จะมีดอกแตกออกมาแน่นอน


7 ปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งได้แก่  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก  และ ปุ๋ยพืชสด  ซึ่งมีความสำคัญมากในการให้อินทรีย์วัตถุแก่

ดิน  และปุ๋ยอินทรีย์ยังช่วยให้ธาตุอาหารในดิน ให้มีครบถ้วน  แถมยังปรับโครงสร้างดินให้ร่วนซุย มีการ



ระบายน้ำดีอีกด้วย  ชาวสวนมะนาวจำเป็นต้องให้ อินทรีย์วัตถุให้ พอโดยต้องมี อย่างน้อยร้อยละ 7 ของ

ดินทั้งหมด  โดยจำเป็นต้องใช้  การส่งตรวจวิเคราะห์ดินนั่นเอง


วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ทำไมมะนาวถึงตาย นี่คือสาเหตุ


1 โรครากเน่า โคนเน่า เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา ในดิน ซึ่งมีราก่อโรคอย่างน้อย 4 ชนิด ที่ก่อโรครากเน่าโคนเน่า อาการใบมะนาว จะเหลือง และทยอยร่วงเรื่อยๆ จนมะนาวตายในทีสุด สาเหตุหลักเกิดจากเชื้อราก่อโรค  ความชื้น  และ ความเป็นกรดของดินที่มีมากไป ทางป้องกันรักษา คือ ใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า จุ่มรากมะนาวก่อนปลูกลงดิน  หรือ เติม เชื้อ Killer B ที่หมักแล้ว รอบทรงพุ่มมะนะาวปีละสองครั้ง



2 น้ำท่วมขัง จะทำให้ รากมะนาว ขาดอากาศ หรือ อ็อกซิเจน และจะตายในที่สุดหากมีน้ำท่วมหลายวัน การป้องกันคือเลือกทำเลสวนมะนาวที่ไม่มีน้ำท่วม  และ ยกร่องลูกฟูกมะนาวสูงสัก 60 เซนติเมตร จะช่วยป้องกันน้ำท่วมได้นอกจากนี้ การสูบน้ำออกจากสวนมะนาวดูจะเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหาที่ได้ผลดีมากๆ



3 โรคแคงเกอร์  โรคนี้ จะโจมตีทำลายใบ กิ่งมะนาวให้เสียหาย มีจุดเหลือง โรคแคงเกอร์เกิดจากแบคทีเรีย นอกจากนี้ แคงเกอร์ ยัง เข้าทำลายกิ่ง และ ลำต้นมะนาว มะนาวที่ ถูกแคงเกอร์ รุมเร้า มะนาว
จะไม่ยอมโต หรือ โตช้า หรือ หากโรคแคงเกอร์ รุนแรง ต้นมะนาวจะตายได้


4 ขาดน้ำรุนแรง เมื่อเราอดน้ำมะนาว หรือ ปล่อยให้มะนาวขาดน้ำนานๆ  มะนาวจะเหี่ยวถาวร และ ยืนต้นตายในที่สุด


5 ปลวก หรือ ด้วง เจาะลำต้น จะทำให้ ลำต้น ขาดน้ำ และ อาหาร ใบจะเหี่ยวและ ตายในที่สุด

6 ให้ปุ๋ยมากเกินไป  ใบไหม้ ให้ ระวัง โดยเฉพาะยูเรีย จะมีพิษได้หาก ให้มากเกินไป



7 ถูกสารกำจัดวัชพืช เช่น ไกลโคเสท หาให้แบบเข้มข้น หากถูก ต้นมะนาวมากๆ มะนาวจะยืนต้นตาย


วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สวัสดี ชาวสวนมะนาว มะกรูด และ สวนส้ม สารเคมีที่คุณใช้อยู่ อันตรายมากไปไหม

ในพืชตระกูลส้ม มะนาว และ มะกรูด จะมี โรคมากมาย ใช่ไหมครับ

โรคจากแบคทีเรีย ที่ สำคัญ ได้แก่ โรคแคงเกอร์ (ใบจุดเหลือง)

ส่วน โรคกรีนนิ่ง ที่ ต้อง ฉีดยาปฏิชีวนะ เข้า ลำต้น ( อเมริกาห้ามใช้ ยาปฏิชีวนะ)



โรคจากเชื้อรา เช่น ราน้ำหมาก และ  แอนแทรกโนส

นอกจากนี้ ยังมีโรค จากไวรัส ที่ไม่มียาแก้ เช่น ทริสเตซ่า ไวรัส ในส้ม

ปัญหาใหญ่ อยู่ที่ ยา พวก คอปเปอร์ ที่ ทำมาจาก ทองแดง

ทองแดง เป็น โลหะหนัก มี พิษ ต่อมนุษย์ และ สัตว์น้ำ



เคย มีรายงานว่า มีเกษตรกร เสียชีวิต จากการใช้ ทองแดง

ผม เภสัชเอก จึงพัฒนา ยาขึ้นมาใหม่ ที่ สามารถ ฆ่าแบคทีเรีย

เชื้อรา  และ ไวรัสได้เกือบ ทุกชนิด โดย เลียนแบบ สารที่ให้กรด



ในร่างกายคนเรา จะ สร้างกรดเกลือ ในกระเพาะอาหาร มาช่วย

ในการย่อยโปรตีน  และ ฆ่าเชื้อโรคหลายๆ ชนิด ที่ บนมากับอาหาร

กรดเกลือ ให้  โมเลกุล ของ คลอริก แอซิด ที่ สามารถ ฆ่าเชื้อโรคได้



ไวรัส แบคทีเรีย และ เชื้อรา จะตาย เกือบ 100 % เมื่อเจอ คลอริกแอซิด

เมื่อมากกว่า 100 ปี ที่แล้ว ยุโรป ใช้ คลอริดแอซิด ใส่ น้ำดื่มเพื่อฆ่าเชื้อโรค

ปัจจุบัน ยังมีการใช้ สารกลุ่ม คลอริก แอซิก ใน กว่า 150 ประเทศ ทั่วโลก



ในการฆ่าเชื้อ ในน้ำดื่ม แน่นอน มันปลอดภัย และเวลา 100 ปี พิสูจน์แล้ว

ทำไม เราต้อง ทำอะไร โง่ๆ ด้วยการใช้ ทองแดง ที่มีพิษมาฆ่าเชื้อด้วย

คนเราต้อง กล้าคิดแตกต่าง ครับ จริงอยู่ เมื่อ 50 ปีก่อน คลอริก แอซิด



มีราคาแพงมากเมื่อ เทียบกับทองแดง แต่เพลานี้ ราคาเท่ากันแล้ว

ทำไมเราจะใช้ สารเคมีที่มีพิษ มากกว่า ล่ะครับ ดังนั้น เภสัชกร

อย่างผม จึงเป็น แกะดำ คิดต่าง ใช้ คลอริก แอซิด แทน ทองแดง

ผมทดลองแล้ว ใน โรคแคงเกอร์ กรีนนิ่ง ราน้ำหมาก ไวรัสวงแหวนใน มะละกอ

ยา Super C ที่เป็น สารเคมี กลุ่ม คลอริก แอซิด (chloric acid) มาใช้ดีกว่า

เพราะ มัน ห่าเชื้อ ได้ ดีกว่า แรงกว่า ปลอดภัยกว่าเยอะ



คุณจะเลือก คอปเปอร์ ทองแดง โลหะพิษ หรือ เลือก Super C ที่ผสมน้ำดื่มได้

และ ขอย้ำ อีก ครั้ง คลอริก แอซิด (chloric acid)  คนเราต้องกินมันทุกวัน อยู่แล้ว


{\displaystyle \mathrm {HCl\ +\ H_{2}O\ \longrightarrow \ H_{3}O^{+}\ +\ Cl^{-}} }


เพราะ กระเพาะอาหาร สร้างมันทุกๆ วัน วันละ 3 ครั้ง

เลือก สิ่งที่ดีให้ ตัวคุณเอง เถอะครับ  ผมแน่ใจว่า คุณเลือกถูกต้อง




วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

โรคแคงเกอร์ เอาอยู่ โดยไม่ใช้สารเคมี แค่ Killer B คิลเลอร์ บี พอ

อย่าเอาร่างกายของเราไปเสี่ยง กับพิษจากโลหะหนัก อย่างทองแดงอีกเลย

โรคแคงเกอร์ ในมะนาว มะกรูด ส้ม และ ส้มโอ อาจจะดูร้ายกาจ รักษายากมาก

ในการคุมโรคแคงเกอร์ ในชาวสวน ต้องใช้ พวกโลหะหนักพิษ แบบ คอปเปอร์



ณ วันนี้ เรามี ทางเลือกแล้ว คือ ใช้ Killer B คิลเลอร์บี แบคทีเรียที่ตั้งใจ  สกัด

จากขนมถั่วเน่า ของภาคเหนือ ให้แบคทีเรีย มีประโยชน์ มากมาย โดย ที่พบว่า

แบคทีเรีย ใน  Killer B คิลเลอร์บี  นั้น สามารถ


  1. ช่วยป้องกัน และ รักษา โรคแคงเกอร์ ในพืชตระกูลส้ม
  2. ช่วยป้องกัน และ รักษา รากเน่า โคนเน่า ยางไหล ใน ไม้ผล
  3. ช่วยป้องกัน และ รักษา โรคกุ้งแห้ง แอนแทรกโนส ใน พริก
  4. ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุได้ดีมาก 

รอยโรคแคงเกอร์



การผสมใช้งาน Killer B


การป้องกันโรคแคงเกอร์

  1. ตัดแต่ง กิ่งใบไม่ให้แน่น ทึบ โปร่งแสงแดด ส่องได้ ปีละ 2 ครั้ง
  2. พ่น คิลเลอร์บี  ให้ทั่วสวน เพื่อป้องกันโรคแคงเกอร์ ทุก 2-3 เดือน
  3. กระตุ้น ภูมิต้านทาน โดยใส่ ไตรโครเดอร์ม่า ทุก 5 เดือน

      ** ในการหักให้ได้ผลดี ควรหมัก     คิลเลอร์บี  นาน ประมาณ 5-7 วัน**




โอนเงิน มาที่ บัญชี กรุงไทยออมทรัพย์ นาย ศุภรักษ์ ศุภเอม
เลขบัญชี 434-119-3414  



วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ความผิดพลาดที่สำคัญ ในการใช้ยาฆ่าแมลง ใน สวนมะนาว

สำหรับ การใช้ยาฆ่าแมลง ในการปลูกมะนาว หรือ พืชอื่นๆ  นั้น มีหลายมุมมอง

บางคนก็กลัวอันตราย  ต่างๆ นานา จากยาฆ่าแมลง โดยเฉพาะ ผู้บริโภค และ สื่อ

สำหรับ เกษตรกรหลาย ก็จัดหนักไปเลย เพราะ กลัวไปมาก ว่า ยาจะ  ฆ่าแมลงไม่ตาย

แต่อย่างไรก็ตาม สรุป ความผิดพลาดที่สำคัญในการใช้ ยาฆ่าแมลง มีดังต่อไปนี้



1 ผสมยาฆ่าแมลง แบบกะเอา ไม่ตวงวัดปริมาณ หรือ ใส่เยอะๆ กว่าปริมาณที่ระบุในฉลาก
ตรงนี้ สำคัญมาก เพราะหากใส่ยาฆ่าแมลงเยอะเกินไป  สิ้นเปลืองเงินทอง  และยังทำให้ หนอน แมลงดื้อยาอีก ต่างหาก เรียกว่า ส่งผลเสียมากจริงๆ นอกจากนี้ การใช้ยาฆ่าแมลงมากเกินไป ทำให้ มีสารพิษตกค้างในผักผลไม้อีกด้วย  ซึ่งส่งผลเสียรุนแรงต่อผู้บริโภคได้


2 ให้สวมหน้ากาก ถุงมือ แว่นตา หมวก เวลาฉีดพ่นยาฆ่าแมลง เพราะว่า ความปลอดภัย ของเกษตรกร เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจาก ในแต่ละปี มีเกษตรกร จำนวนมาก ที่ได้รับอันตรายจากยาฆ่าแมลง จนถึงขั้นเสียชีวิต  การใส่ ถุงมือ แว่นตา  หมวก และ หน้ากากกันสารเคมี มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำให้เกษตรกรปลอดภัย นอกจากนี้ การอาบน้ำสระผม หลังฉีดพ่นยาฆ่าแมลงจะช่วยลดการได้รับพิษได้ดีมาก



3 ใช้ยาฆ่าแมลงตัวเดียวซ้ำๆ วนไปวนมา เช่น เกษตรกรจำนวนมาก ทำกันจะถูกใช้ ยาฆ่าแมลงตัวไหนก็ใช้ แต่ยาตัวนั้น ชนิดเดียว ซึ่งการทำแบบนี้ ส่งผล ให้หนอน แมลงดื้อยา อย่างรวดเร็ว เราจำเป็นต้อง เพิ่มปริมาณ ยาฆ่าแมลงไปเรื่อยๆ จึงได้ผล     ทางเลือกที่ฉลาดกว่า คือ การใช้ยาฆ่าแมลง อย่างน้อย สามชนิด สลับไปๆ มาๆ ในการฉีดพ่น ทำให้ หนอน แมลง ตายเรียบ ไม่มีโอกาสดื้อยาได้นั่นเอง


4 ใช้ยาฆ่าแมลงร่วมกันหลายชนิดโดยไม่จำเป็น ปกติ การใช้ยาฆ่าแมลง สลับกัน ไปหลายชนิด ก็สามารถ ฆ่า หนอน แมลงได้ดี อยู่ แล้ว แต่เกษตรกร หลายราย กลัวแมลงไม่ตาย จะใช้ยาฆ่าแมลงหลายชนิด ผสมกัน ซึ่งผลเสีย ทำให้ สิ้นเปลืองเงินทอง และบางที การผสมยาฆ่าแมลงหลายชนิด ก็อาจไม่ได้ผลดีขึ้น เลยก็ได้  หากจำเป็นที่จะใช้ ยาฆ่าแมลงสองชนิดผสมกัน ก่อนอื่น ต้องดู ความเข้ากัน ของยาสองชนิด  และ สุดท้าย ยังต้องเลือกยาฆ่าแมลง ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างกันอีกด้วย การผสม ยาฆ่าแมลงสองชนิด จึงจะได้ผลดี





5 ใช้ยาฆ่าแมลงที่เก่าเก็บอายุเกิน 3 ปี เพราะเมืองไทยอากาศร้อน ทำให้ยาฆ่าแมลงที่เก็บไว้นานๆ เสื่อมคุณภาพลง     ดังนั้นเวลาซื้อ ยาฆ่าแมลงทุกครั้ง ต้องอ่านฉลากดูวันผลิตก่อนซื้อ เลือกยาฆ่าแมลงที่ผลิตมาใหม่ อายุ ประมาณ ไม่เกิน สองปีได้จะดีมาก  เพราะตัวอยายังไม่เสื่อมสลาย จะได้ผลดีกว่า ในการห่าหนอนแมลง



โปรดติดตาม ตอน ต่อไป  ได้
6 ไม่ยอมใช้วิธีปลอดสารพิษเข้ามาผสมผสานในการควบคุมแมลง
7 ศึกษา หาความรู้เพิ่มเลย ฟังคนอื่นบอกต่อเพียงอย่างเดียว
8 ไม่เข้าใจการใช้ยาร้อน หรือ ยาที่เข้าน้ำมัน
9 พ่นยาฆ่าแมลงมากมายจนเปียกโชก ไหลนอง
10 ทิ้ง ภาชนะใส่ยาฆ่าแมลง โดยไม่สนสิ่งแวดล้อม