วันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2560

รักษา บำรุง ใบอ่อน เพื่อ ทำมะนาวนอกฤดู

ปกติ ทำมะนาว นอกฤดู เดือน กันยายน ใบอ่อน ที่เราตัดปลายกิ่งไว้

ต้องแตกออกมาบ้างแล้ว  ใบอ่อน ชุดนี้ สำคัญมาก  เพราะใช้สร้าง

อาหาร เพื่อสะสม จากการสังเคราะห์แสง จำเป็นต้อง ป้องกันหนอน





แมลง และ เพลี้ย ไม่ให้มาทำลาย ใบชุดนี้ ได้ เมื่อใบแก่ พร้อม ก็สามารถ เปิดตาดอก และ ให้ออกดอก

อิมิดาคลอพริด


ได้ ในช่วงต้น เดือน ธันวาคม ดัังนั้น เดือนกันยายน ต้อง รักษาใบไว้ให้ได้ 100% โดย เมื่อมีการแตกใบ

อ่อน ออกมา ต้องพ่นยาฆ่า แมลงทันที ซึ่ง แนะนำสูตรยา ดังนี้ สูตร 1-4-8-15







วันที่ 1 ที่ ยอดอ่อน เริ่มแทงออกมาก ใช้ อิมิดาคลอพริด 2 กรัม / 20 ลิตร

วันที่ 4   ใช้ฟิโพรนิล 5% 15 มิลลิลิตร ต่อน้ำ  จำนวน   20  ลิตร



วันที่ 8   ใช้ อิมิดาคลอพริด 2 กรัม / 20 ลิตร

วันที่ 15 ใช้ คาราเต้ ขนาด 20 มิลลิตร  ต่อน้ำ  จำนวน   20  ลิตร




ช่วงนี้ เกษตรกร ต้องเดิน ตรวจแปลง เกือบทุก วัน ตลอด นาน 30 วัน เพื่อสำรวจโรคและแมลงอย่างเข้ม

หาก พบ การระบาด ของหนอน หรือ เพลี้ย ให้ใช้ เซพวิน 85 หนัก 40 กรัม ต่อน้ำ  จำนวน   20  ลิตร




โดยในวันที่ 2 ให้ ปรับดินให้เป็นกลาง หรือ กรดอ่อน ช่วง pH 6.0-7.0 เพื่่อ เพิ่ม คุณสมบัติดิน

โดยมาก ดินมักเป็นกรด ต้องแก้ไข ด้วย ปูนขาว pH11   หรือ โดโลไมท์ เติมลงในดิน



และ วันที่ 4 หลังพ่นยา  ฟิโพรนิล 5%  ให้ ใส่ ปุ๋ยทางดิน สูตรโยกหน้า 21-7-14

โดยให้ในมะนาว ต้นละ 100-200 กรัม รอบๆ ทรงพุ่ม  สัก 3 จุด  เป็นอย่างน้อย แล้ว



ขุดติื้นๆ  พอ โรยปุ๋ยได้  นำดินมากลบ ทุบๆ  หลังจากนำดินมากลบ ให้เรียบร้อย

หรือ อาจใช้ ปุ๋ยโยกหน้าทางดินสูตรอื่นได้ เช่น 15-15-15 บวก ยูเรีย ก็พอนุโลมได้

ปุ๋ยโยกหน้าทางดิน

ปกติ เราจะปุ๋ยโยกหน้าทางดิน นาน 1 เดือน เพื่อ บำรุงใบอ่อน ที่เกิดมาใหม่ และ อาจจำเป็น ต้องให้

ปุ๋ยโยกหน้าทางใบเสริม เพื่อให้ ใบมะนาว มี ขนาดใหญ่ เขียว สมบูรณ์  โดยแนะนำให้ ใช้




 ปุ๋ยนูแทค ไฮเอ็น  พ่น 2 ครั้ง แต่ละครั้ง ห่างกัน  14 วัน เพื่อให้ไป สมบูรณ์เต็มที่   หาก ไม่มี เราอาจใช้

ปุ๋ยนกเงือกเขียวแทนได้


บทความที่แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม    สูตร 1-4-8-15 ปลอดสารพิษ    รวม 7 ปุ๋ยที่ต้องมี ในสวนมะนาว

วันศุกร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2560

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคแคงเกอร์ รุนแรง มากขึ้น

ปัจจัยที่ทำให้เกิด โรคแคงเกอร์ รุนแรง ที่สำคัญคือ


1 ตัวสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคแคงเกอร์
2 สายพันธุ์ของ พืชตระกูลส้ม
3 ปริมาณน้ำฝน
4 ความเร็วลม
5 อุณหภูมิ ที่เหมาะสม
6 ความอ่อนแอของ พืช

                                       โรคแคงเกอร์  เป็น โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย  โดยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Xanthomonas axonopodis หรือ อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Xanthomonas campestris  ชาวสวนหลายคนมักสับสนกับ โรคขี้กลาก หรือ Scab ซึ่งเกิดจากเชื้อรา โรคแคงเกอร์ จะทำให้ใบ  กิ่ง ผลมี จุดเหลือง ตรงกลางจะออกสีน้ำตาล ต่อมาจะขยายและ มีการแตกออกในที่สุด โรคนี้จะส่งผลให้ ใบถูกทำลาย  การสังเคราะห์แสงลดลง ผลมีขนาดเล็กและหลุดร่วงได้ง่าย  



โรคแคงเกอร์
ภาพ ลักษณะรอยโรคแคงเกอร์ 


1 ตัวสายพันธุ์ของเชื้อก่อโรคแคงเกอร์ ซึ่งมีหลายพันธุ์  หลักๆ จะมี พันธุ์บราซิล พันธุ์อเมริกา พันธุ์อาหรับ-อินเดีย และ พันธุ์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้  เราพบว่า โรคแคงเกอร์สายพันธุ์เอเซีย มี ความรุนแรงมากที่สุด


2 สายพันธุ์ของ พืชตระกูลส้ม  พืชตระกูลส้ม ที่ไม่ทนต่อโรคแคงเกอร์ได้แก่ มะนาวแป้นรำไพ มะนาวแป้นพวง  มะนาวแป้นวโรชา ส่วน แป้นพิจิตร แป้นสุขประเสริฐ สามารถทนต่อโรคแคงเกอร์  มะนาวตาฮิติ  ส้มเขียวหวาน ส้มสายน้ำผึ้ง ได้ดี พอสมควร   ส่วนส้มจีนแมนดาริน และ ส้ม kumquat จะทนต่อโรคแคงเกอร์ได้ดีมาก


3 ปริมาณน้ำฝน ยิ่งฝนมาก การระบาดโรคแคงเกอร์ยิ่งรุนแรง เพราะเชื้อ แคงเกอร์ Xanthomonas axonopodis  เป็นแบคทีเรียแกรมลบ รูปแท่ง มีหาง สามารถว่ายน้ำได้ดี

4 ความเร็วลม ลมแรงจะช่วยพัดกระจาย เชื้อโรคให้ระบาดมากขึ้น เร็วขึ้น


5 อุณหภูมิ ที่เหมาะสม คือ ใน ช่วง 20 องศา ถึง 39 องศา เป็นช่วงที่ เชื้อโรคแคงเกอร์สามารถ เจริญเติบโตได้ดี การระบาดจะรุนแรงมาก ในฤดูฝน หรือ ฤดูร้อน  หากอากาศหนาวจัดโรคมักไม่ระบาด แต่เมื่ออากาศร้อนชื้น  เชื้อ แคงเกอร์ Xanthomonas axonopodis   จะเพิ่มจำนวน ขึ้นกว่า 10 ล้านเท่า ในเวลาเพียง 10 วันเท่านั้น




6 ความอ่อนแอของ พืช  เกิดจากพืชขาดอาหาร หรือ ขาดน้ำ  ดินที่มี pH ไม่เหมาะสม จะทำให้ต้นพืชอ่อนแอ โดยเฉพาะดินเป็นกรดจัด  ดินที่ดินจะมี pH ในช่วง 6.0-7.0 กรณี pH ต่ำกว่า 5.5 พืชจะอ่อนแอมากขึ้นเกิดโรคได้ง่าย และ มักขาดธาตุอาหารหลายชนิดตามมา



วันพุธที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ทำไม โรคแคงเกอร์ระบาด ไม่หยุด

ปีนี้ ฝนตกมาก สวนมะนาว สวนส้ม สวนมะกรูด หลายแห่ง ถูก โรคแคงเกอร์โจมีตีหนัก

โรคแคงเกอร์ จะมี รอยจุดเหลือง ทีี่ กิ่ง ใบ ผล ทำให้ พืชโตช้า ผลผลิตเสียหายมาก



และ หากโรคมีความรุนแรง  อาจทำให้ ต้นมะนาว หรือ ส้มถึงตายได้ เลยทีเดียว

ในการรักษา โรคแคงเกอร์ ให้หายต้องเข้าใจก่อน ว่า โรคนี้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย



ระบาดมาก ใน หน้าฝน  หากจะรักษาโรคให้หายขาด ควรทำช่วง ก่อนหน้าฝนจะดี

แต่ หากมีการระบาดโรคแคงเกอร์ รุนแรง ในฤดูฝน จะทำอย่างไร จึงคุมโรคอยู่ ได้




เทคนิคการรักษาโรคแคงเกอร์หน้าฝน


หากต้น มะนาว  หรือ ต้นส้มมีขนาดเล็ก

1 ให้ ถอน ต้นมะนาว ส้ม ที่ เป็นโรค  นำมา ล้างราก



2  หากมีรอยโรคที่กิ่งให้ เอามีดขูดออก ก่อน แช่ น้ำยา Super C


3  ตัดใบออกบางส่วน  แล้ว นำไปแช่ น้ำยา Super C นาน 45 นาที

4 ราด Killer B และ ไตรโครเดอร์ม่า ในหลุมปลูกมะนาว ช่วงเย็น



หากต้น มะนาว  หรือ ต้นส้มมีขนาดใหญ่ 

1 ตัด กิ่งใบ ที่ เป็น โรค ออกให้ มากที่สุด  หรือ ใช้ Zinc เข้มข้น ช่วยทำให้ใบ


2  หากมีรอยโรคที่กิ่งให้ เอามีดขูดออก ก่อน

3 พ่น Super C  สามรอบ แต่ละรอบ ห่างกัน 1 - 7  วัน

4 ใส่ ปูนขาว หรือ โดโลไมท์ รอบๆ ต้นมะนาว ส้ม หรือ มะกรูด

5 หมัก Killer B และ พ่นให้ทั่ว อย่างน้อย 4 รอบ  แต่ละรอบ ห่างกัน 3 - 7  วัน


พอ หมดฝน ในเดือน ธันวาคม แล้ว ให้ เริ่ม ขั้นตอน ที่ 1 ถึง 5 อีกรอบ

เพื่อ ทำให้ โรคแคงเกอร์หายขาด

วันพฤหัสบดีที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560

หลักการทำมะนาวนอกฤดู

มี หลักที่ต้องเข้าใจอยู่ 7 ข้อ  ในการทำมะนาวนอกฤดู ก็คือ


1 ต้อง ตัดแต่ง จัดโครงสร้างกิ่งใบ ให้ รับแสงได้เต็มที่ ไม่แน่นทึบ


                 ส่วนของกิ่งใบที่อยู่ด้านในไม่โดนแสง ต้องตัดออกทิ้งไป


2 ต้องให้มะนาวออกดอกช่วง 1 ธันวาคม บวกลบไม่เกิน 10 วัน
( ก่อนออกดอก ต้องงดน้ำ ประมาณ 30 วัน จนใบเริ่มขาดน้ำ )


3 ใบมะนาวที่อายุครบ 90 วัน และ มีอาหารสะสมมาก จะพร้อม ออกดอก


4  ตัดปลายกิ่ง เพื่อให้มีการแตกใบออกมาเพิ่ม ประมาณ 12 สิงหาคม ถึง 10 กันยายน
( อายุ ของ ใบ เมื่อ  1 ธันวาคม จะถึง 90 วัน พอดี )


5  ในช่วงตั้งแต่ 20 กันยายน ถึง 20 พฤศจิกายน ต้องห้ามไม่ให้มีการแตกใบอ่อน
( การแตกใบอ่อน จะ ดึงอาหารสะสมมาใช้ )



6 เรายับยั้งการแตกใบอ่อน ด้วย สาร แพคโคบิวทาโซล  ปุ๋ยโยกหลัง  และ ปุ๋ย 0-52-34


แพคโคบิวทาโซล

แพคโคบิวทางโซล ให้หลังตัดยอด วันที่ 15 และ วันที่ 60 

7 เมื่อมะนาว ตัดปลายยอด ครบ 60 วัน ต้องอดน้ำมะนาว + ใช้  ปุ๋ย 0-52-34 เมื่อมีฝนตก และ เมื่ออายุใบครบ 90 วัน  +ใบเริ่มขาดน้ำ ต้องเปิดตาดอก ด้วย ปุ๋ย 13-0-46 
( การยกร่องลูกฟูกและ ต้นมะนาวมีขนาดเล็ก+ ขนาดกลาง จะ ทำให้มะนาวขาดน้ำได้เร็ว )
ปุ๋ยโยกหลัง


** เมื่อมะนาวออกดอก ติดผลใน เดือน ธันวาคม  ก็จะพร้อมขาย ผลใน ช่วง ปลายเมษายน ถึง กลาง พฤษภาคม มะนาว จะแพงกว่า มะนาว เดือน กรกฏาคม - สิงหาคม อยู่ 4 ถึง 10 เท่าตัว **


ใช้เปิดตาดอก
เมื่อมะนาวออกดอก + ติดผล ต้องป้องกันโรคแคงเกอร์ เชื้อรา ด้วย Killer B Super C


กำจัดเชื้อรา ไวรัส แบคทีเรีย ในพืช 

วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เตรียมทำมะนาวนอกฤดู 4 ขั้นตอน

ใน  การทำมะนาวนอกฤดู จะช่วยให้ เรามีโอกาสขายผลมะนาวได้ราคาดีกว่าเดิมมาก

ส่วนมะนาวในฤดู  ราคาจะต่ำมาก โดยเฉพาะมะนาว เดือน กรกฏาคม จะมีราคาต่ำที่สุด

เภสัชเอก  แบ่ง การเตรียม ตัวทำมะนาวนอกฤดูเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้

1 กวาดล้างโรค
2 ปรับปรุงดิน
3 เตรียม ปุ๋ย ฮอร์โมน
4 เริ่มตัดแต่งปลายกิ่ง


การตัดแต่งกิ่งประจำปี



1 กวาดล้างโรค  โดยเฉพาะโรคแคงเกอร์ ต้องคุมให้อยู่ เอาให้หายก่อน กลางเดือนสิงหาคม

โดยต้อง ตัดแต่งกิ่งใบให้โปร่ง แสงเข้าได้เต็มที่ ในเดือน กรกฏาคม และ ใช้ยาปราบแคงเกอร์

 คุมให้อยู่แล้วป้องกัน โรคแคงเกอร์เป็นซ้ำ ด้วย Killer B 



2 ปรับปรุงดิน โดยให้เริ่มจากวัด ความเป็นกรดด่างของดิน  ปรับ pH ให้ได้ประมาณ 6.5 

หากตรวจพบว่า ดินเป็นกรดมากไปให้ใส่ ปูนขาว หรือ โดโลไมท์ ทีละนิดจนได้ pH 6.5




เติม หัวเชื้อไตรโครเดอร์ม่า  ลงในดิน  โดยสลับกับ เติมหัวเชื้อ  Killer B ปีละ 2 ครั้ง

ใส่ อินทรีย์วัตถุที่จำเป็น เช่น  ฟางข้าว  ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก รอบๆ ทรงพุ่มมะนาว




3 เตรียม ปุ๋ย ฮอร์โมน   เพื่อ ทำมะนาวนอกฤดูต้องมี ปุ๋ยหลายชนิด  ได้แก่  ปุ๋ยโยกหน้า ปุ๋ยโยกหลัง  ปุ๋ยกดแตกใบอ่อน  ปุ๋ยเปิดตาดอก  และ ยังมี ฮอร์โมน แพคโคบิวทาซอล อีกด้วย



ปุ๋ยโยกหน้า 



ปุ๋ยโยกหลัง


ปุ๋ยกดการแตกใบอ่อน



ปุ๋ยเปิดตาดอก


แพคโคบิวทาซอล 


4 เริ่มตัดแต่งปลายกิ่ง  เมื่อ เดือนปลายเดือน สิงหาคม ถึงต้นเดือน กันยายน โดยตัดปลายกิ่งทุกกิ่ง เพื่อเพิ่มพื้นที่ออกดอก ให้มากขึ้น โดยตัดปลายกิ่ง ออกประมาณ   1.5 เซนติเมตร พอ

วันอังคารที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2560

มะนาวราคา แนวโน้มลดลง ต่อเนื่อง เราจะอยู่รอดได้อย่างไร

สามปี มานี้ ปี 59 ปี  60  ปี 61 ราคา มะนาวลดลง ต่อเนื่องชัดเจน  แม้

มะนาวนอกฤดู ราคายังลดลง ต่อเนื่อง สามปี   แต่ ยังถือว่า มีกำไรอยู่

แต่สิ่งที่เรารู้   ก็คือ ใน เดือน มีนาคม เมษายน พฤษภา จะมีราคาแพงกว่า

โดยเฉพาะปลายเดือน มิถุนายน ของ ทุก ปี ราคา มะนาว จะราคาต่ำที่สุด


ราคามะนาว  ขายส่งวันนี้ 

ทางแก้ไขเพื่อให้สวนมะนาวอยู่รอด

1 ไม่ นำมะนาวออกขาย ช่วงราคาตกต่ำ  ดังนั้น ควรทำมะนาว นอกฤดู ออกมาขาย ช่วงปลาย

เมษายน ถึง ต้น พฤษภาคม ด้วย ช่วงนี้ ราคาจะแพง ดังนั้น ควรมีการตัดแต่งกิ่งในช่วง กันยายน

ตุลาคม เพื่อ ทำมะนาวนอกฤดู

แสดงว่า มิถุนายน กรกฏมคม สิงหาคม มะนาวราคาถูก เราไม่ควรมี ผลมะนาวช่วงนี้




2 ขอใบรับรองคุณภาพ GAP กับ กรมวิชาการเกษตร จะทำให้ สวนมีคุณภาพมากขึ้น  สามารถ

 ขายมะนาว  ในห้างสรรพสินค้า ได้   แทนที่ จะขายแต่ให้พ่อค้าคนกลาง ราคาขายดีขึ้น ลูกค้าเกรด A จะ

สนใจ  สวนมะนาวเรามากขึ้นนั่นเอง  เหมือน ขายอาหารแล้ว ต้องมี อย  อะไรประมาณนั้น เป็นการยก

ระดับคุณภาพสินค้าไปในตัวด้วย



3 สร้างแบรนด์ สวนมะนาวของเราให้เป็นที่รู้จัก  โดยต้องมีความชัดเจน ของสินค้าและ แบรนด์มากๆ

ยกตัวอย่าง  แบรนด์ สวนมะนาวเภสัชเอก คือ มะนาวเกรด A+ ปลอดสารพิษตกค้าง 100% 

เชื่อมโยงกับ  ตัวตนของเภสัชเอก ที่ ใจดี ซื่อสัตย์ และ มีความเป็นนักวิชาการ ไป พร้อมๆ  กัน

ขั้นตอนการสร้างแบรนด์ คือ เลือก สิ่งที่เราต้องการสร้าง เพื่อให้ลูกค้า รับรู้ และ ประทับใจในที่สุด


กิจกรรม  การตรวจสารพิษตกค้าง ใน ผลมะนาว   สร้างการรับรู้ มะนาว  ปลอดสารพิษตกค้าง 100%

กิจกรรม การใช้ เชื้อรา กำจัด หนอนแมลง   สร้างการรับรู้ มะนาว  ปลอดสารพิษตกค้าง 100% 

กิจกรรม ถ่ายคลิปวีดีโอ ผ่าพิสูจน์ ผลมะนาว ผิวสวย น้ำมาก หอม  สร้างการรับรู้   มะนาวเกรด A+


กิจกรรม ถ่ายคลิปวีดีโอ ขั้นตอนการเก็บผลผลิต การล้าง แว็กส์ สร้างการรับรู้   มะนาวเกรด A+


*****



วันอังคารที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2560

หลักการตัดแต่งกิ่งไม้ผล ให้ ได้ผลดีที่สุด

ข้อแตกต่าง ระหว่าง ชาวสวนที่เป็นเซียน  กับ  ชาวสวนทั่วไป คือ การตัดแต่งกิ่ง

ชาวสวนทั่วไป ตัดแต่กิ่งไม่เป็น  และ ไม่กล้าตัดแต่งกิ่งหนักๆ  ด้วยซ้ำไป .........

ชาวสวนที่ตัดแต่งกิ่งเป็น จัดทรงพุ่มเก่งจะ ได้ประโยชน์ มากมาย


  1. ช่วยเรื่องการเพิ่ม ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของพืช
  2. ลดการเกิดโรคจากแบคทีเรีย และ เชื้อราลง
  3. ช่วยประหยัด ในการใช้ปุ๋ย สารเคมี และ ยาฆ่าแมลง
  4. ช่วยเพิ่ม ผลผลิตต่อไร่ ให้ได้มากขึ้น 
  5. ช่วยให้การทำงานง่ายและสะดวกขึ้น
  6. กำจัดกิ่งที่เป็นง่ามมุมแคบทิ้ง
  7. เพื่อให้ไม้ผล มี โครงสร้างที่แข็งแรง


1 เพิ่มประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของพืช
  • ตัดแต่งกิ่งใบที่อยู่ลึก ไม่โดนแสงทิ้งไป
  • ใบที่โดนแสงเต็มที่ จะสังเคราะห์แสงได้มากกว่าใบที่อยู่ในร่ม 10 เท่า
  • ไม่ให้ ต้นไม้สูงเกินไป ซึ่งจะเกิดร่มเงา  และ จะมีการบังแสงเกิดขึ้น


2 ลดการเกิดโรคจากแบคทีเรีย และ เชื้อรา
  • แสงแดด สามารถ ฆ่าเชื้อรา และ แบคทีเรีย ได้ระดับหนึ่ง
  • ทรงพุ่มที่โปร่ง ทำให้แดดส่องได้ดี ความชื้นจะลดลง
  • ทรงพุ่มที่มีความชื้นมาก ทำให้ความชื้นลดลง


3 ช่วยประหยัด ในการใช้ปุ๋ย สารเคมี และ ยาฆ่าแมลง
  • ใบ และ กิ่งที่น้อยลง ทำให้ ใช้ยาฆ่าแมลง  สารเคมีลดลง
  • เมื่อโรคจากแบคทีเรีย และเชื้อรา ลดลง ก็จะใช้สารเคมีลดลง
  • การสังเคราะห์แสง ที่เพิ่มขึ้น  ทำให้ ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยมาก

4  ช่วยเพิ่ม ผลผลิตต่อไร่ ให้ได้มากขึ้น 
  • การสังเคราะห์แสงเพิ่ม ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
  • โรคที่ลดลง  ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
  • ไม้ผลที่ต้นไม่ใหญ่ จะดูแลจัดการง่ายกว่า ประหยัดกว่า